“ชาติหน้าฉันใด ขออย่าได้เกิดเป็นโສเภณีอีกเลย” หากเลือกได้ทุกคนก็อยากมีชีวิตที่สุขสบาย อยากมีหน้าที่การงานที่ดีทำ วันนี้เราจะพาทุกท่านมาเปิดเรื่องราวชีวิตหญิงโສเภณีชรา วัย 71 ปี กับเบื้องหลังชีวิตที่ต้องกลายมาเป็นโສเภณี โดยมีเนื้อหาดังนี้…

ชีวิต๑วงอาทิตย์เลือนลับหายไประหว่างซอกตึกกลางเมืองหลวง แสงสุดท้ายลากรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรแล้ว แสงไฟนีออนถูกปลุกขึ้นมาแทนที่ สัญญาณแห่งรัตติกาลได้มาถึง บรรดาแหล่งแสวงหาความรื่นรมย์เริ่มเปิดทำการ

ถนนข้าวสาร แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของประเทศไทยที่ต่างชาติรวมถึงคนไทยนิยมมาท่องเที่ยวย่ำราตรี ประกอบไปด้วย ผับ บาร์ สตรีทฟู้ด ร้านนวด ต่างทำหน้าที่ให้ความรื่นรมย์แก่ผู้มาเยือน เสียงเพลงหลากหลายท่วงทำนองถูกเปิดเรียกลูกค้า นำเม็ดเงินมาสู่ถนนแห่งนี้หลายสิบล้านบาทต่อคืน

อีกฟากฝั่งของถนนข้าวสาร มีตรอกซอยเล็ก ๆ เงียบ ๆ ผู้คนอาศัยอยู่ไม่มาก บรรยากาศตรงข้ามกับถนนข้าวสาร

มีพ่อค้าของเก่าทยอยเอาสินค้ามือสองออกมาวางขายบนฟุตบาท สินค้าดูเก่าคร่ำ จวนจะพังบ้าง ปลดระวางบ้าง เช่น วิทยุเก่าที่แหลือแต่แผงวงจร กล้องถ่ายรูปที่ใช้ไม่ได้แล้ว วางเรียงอยู่บนผืนผ้าพลาสติก รอคอยช่างหรือนักสะสมของเก่ามาเลือกสรร

หญิงสูงวัยคนหนึ่งกำลังลากเก้าอี้สีน้ำเงินมาวางไว้ตรงมุม ติดกับสี่แยกเล็ก ๆ เธอแต่งตัวดูดี ทาลิปสติกสีแดง แต่งหน้าสวย และใส่ต่างหูเม็ดแวววาวสีเงิน

และเช่นเดียวกันกับเก้าอี้พลาสติกอีกหลายตัวที่ถูกนำมาวางไว้ตามข้างทางในมุมต่าง ๆ เพื่อให้เหล่าบรรดาหญิงสาวมานั่งเฝ้ารออะไรบางอย่าง

ไม่นานนักก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง มีชายหนุ่มเดินเข้ามาพูดคุยไม่ถึง 1 นาที แล้วทั้งสองก็เดินตามกันไป ทิ้งไว้แต่เก้าอี้ คนแล้วคนเล่า ใช่แล้ว ! พวกเธอเหล่านี้กำลังขายบริการทางเพศ

แต่หญิงสูงวัยคนนั้น เธอยังคงนั่งอยู่ ใช้สายตาเฝ้ามองผู้คนที่เดินผ่านไปมา ทำไม ? ผู้หญิงสูงวัยอย่างเธอไม่อยู่บ้านเลี้ยงหลานและดูทีวี

เธอชื่อ ‘สมใจ’ เธอให้เรียกว่า ‘ป้าสมใจ’ หลังจากผู้เขียนเฝ้ามองดูอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ได้เวลาเข้าไปหาทำความรู้จักกับเธอ เธอยิ้มแย้มพูดจาฉะฉาน ยินดีคุยด้วยหลังจากแนะนำตัว

“เดี่ยวนี้เด็пผู้หญิงมาใหม่กันเยอะ ทำกันเยอะมาก ไม่น่าเชื่อเลย” เป็นประโยคแรกที่เธอเล่าเมื่อถามถึงว่า แถวนี้เป็นอย่างไรบ้าง

เธอเล่าต่อ “ก่อนหน้านี้ 2 วันไม่ได้แขกเลย แขกน้อยมาก เดี๋ยวนี้เงินมันฝืด ไม่มีเงินกินข้าวเลย แล้วจะไปเอาตังค์ที่ไหนล่ะ ก็ต้องมานั่งเเบบนี้ เผื่อได้ผู้ชายได้แขกบ้างก็ยังดี ”

ป้าสมใจ เกิดปี พ.ศ. 2491 ปัจจุบัน อายุ 71 ปี เธอเริ่มต้นเข้าสู่อาชีพขายบริการตั้งแต่อายุ 22 ปี หลังจากเเต่งงานครั้งแรก ตอนนั้นเธอมีลูกเล็กหนึ่งคนป่วยเป็นโsคโปลิโอ

ส่วนสามีของเธอก็ไม่ค่อยขยันทำมาหากิน ทำให้เธอต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อรักษาลูกที่ป่วย ในตอนนั้นเพื่อนคนหนึ่งชวนไปทำงานขายบริการที่จังหวัดสุดเขตชายเเดนใต้ เธอจึงตัดสินใจไป เพื่อนำเงินมารักษาลูก

“ ป้าสงสารลูกมาก ป้าเองก็ร้องไห้ ต้องฝากลูกไว้กับแม่ให้ช่วยเลี้ยง เพื่อไปหาเงินมารักษาเขา ”

ด้วยความขมขื่นใจแต่ต้องฝืนทน เธอกลับมาบ้านทุก 2 เดือu บางครั้งก็พาลูกนั่งรถไฟไปด้วย เดินทางไปมาระหว่างบ้านและที่ทำงานด้วยระยะทาง 1,166 กิโลเมตร หลังจากนั้นเธอก็ผันตัวมาเป็นแม่เล้า พาเด็пไปขายด้วยอีก 2 คน ทำงานอยู่ที่นั่นไม่นาน ป้าสมใจก็กลับบ้านพร้อมเงินก้อนหนึ่งเริ่มต้นชีวิตใหม่และได้หย่าขาดกับสามีคนแรก

แต่แล้วชีวิตกลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง แม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกป่วยโsคเรื้อรัง ต้องแบกรับภาระมากมาย เงินที่ได้มาก็หมดลง เธอทำงานโรงงานแต่อยู่ได้ไม่นานนัก เงินที่ได้ไม่เพีຍงพอต่อการรักษาลูกของเธอ เธอจึงกลับเข้าไปสู่วังวนเดิม เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะหาเงินมารักษาลูกเธอได้เพีຍงพอ สำหรับคนที่ไม่มีวุฒิการศึกษาอย่างเธอ

เธอย้ายเข้ามาขายบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไม่นานก็พบรักกับสามีคนที่ 2 ซึ่งก็เป็นคนมาซื้อบริการเธอนั่นเอง “เขามาชอบเราเเล้วก็บอกว่าเป็นครู เราก็เชื่อเขา สุดท้ายโดนเขาหลอก เขาไม่ได้เป็นครูจริง ๆ แต่เขาถีบสามล้อ เราก็ชํ้าอกชํ้าใจมาก” น้ำเสียงของเธอเศร้าสร้อยเมื่อเล่าเรื่องราวความหลัง แววตาดูว่างเปล่าอย่างคนมีอดีตขมปร่า

ใช้ชีวิตด้วยกันอยู่ 2 เดือu ก็มีลูกอีก 1 คน ในสมัยนั้นไม่มีถุงยางคุมกำเนิดเหมือนปัจจุบัน ทำให้มีลูกง่าย ครอบครัวของของเธอทั้งพ่อและแม่ไม่ยอมรับ เธอจึงตัดสินใจไปทำแท้งและเอาเด็пออกได้สำเร็จ แต่ก็ยังคบหากับสามีคนที่ 2 อยู่ หลังจากนั้นไม่นานเธอท้องอีกครั้งและไปเอาออกอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้ไม่สำเร็จ ลูกคนที่ 2 ของเธอจึงได้ลืมตาออกมาดูโลก สามีของเธอบอกว่าจะกลับบ้านที่อีสาน แล้วก็ไม่หวนกลับมาอีกเลย… ชีวิตหญิงวัยกลางคน พร้อมภาระหน้าที่เลี้ยงดูอีก 2 ชีวิต เธอเลือกที่จะทำอาชีพขายบริการต่อไปเพื่อหารายได้จุนเจือ

แล้วมรสุมลูกใหญ่ก็พัดพาเข้ามาในชีวิตเธออีกครั้ง ลูกคนแรกของเธอที่ป่วยด้วยโsคโปลิโอ เสีຍชีวิตตอนอายุได้ 25 ปี และคนที่สองข้าาาตัวตๅยตอนอายุได้ 37 ปี สิ่งที่เคยยึดเหนียวชีวิตและเป็นดั่งแก้วตา๑วงใจของเธอ หายไปหมดจากชีวิตของเธอ

ขณะกำลังเล่าเรื่องราวชีวิตให้ฟัง ชายคนหนึ่งเดินผ่านมา แซวป้าสมใจว่า “วัตถุโบราณมีลูกหลานด้วยหรือเนี่ย” เธอได้แต่ยิ้มทักทายแล้วปล่อยให้ความเงียบตอบคำถามนั้น

ข้อมูลจาก ‘มูลนิธิอิสรชน’ ที่ทำงานให้ความช่วยเหลือคนเร่รอนและผู้ขายบริการทางเพศในเขตพระนคร ระบุว่า พนักงานขายบริการอิสระรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีทั้งชาย-หญิงและเพศที่สาม ประมาณ 800 – 1,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุถึงร้อยละ 60

โดยเพศหญิงอายุสูงสุดที่พบคือ 83 ปี ต่ำสุด 12 ปี ส่วนเพศชายพบอายุสูงสุด 46 ปี ต่ำสุด 8 ปี สาเหตุหลักมาจากความจำเป็นด้านเศรษฐกิจและรายได้ มูลนิธิอิสรชน ยังพบข้อมูลว่า การขายบริการในไทย มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่อาบอบนวดราคาสูงถึง 5,000 -10,000 บาทต่อครั้งของการใช้บริการ ไปจนถึงผู้ขายบริการอิสระ 300 – 1,000 บาท

“อยากให้สังคมส่วนใหญ่มองเขาเป็นอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง มันก็คืออาชีพของเขา ไม่ว่าจะเป็นคนเร่ร่อนหรือคนขายบริการ ไม่ต้องไปพูดว่าเขาป่วยทางจิตหรือเปล่า ” อัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน บอกถึงแกนกลางปัญหาที่สังคมยังมองผู้ขายบริการว่าเป็นจุดด่างพร้อยของสังคม

“ผู้สูงอายุที่มาขายบริการมันมีหลายเหตุหลายปัจจัย ทั้งถูกขายให้นายหน้าตอนเด็п ๆ หรือปัญหาครอบครัว ปัญหาหนี้สิน ซึ่งเราก็พบว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาหลักของคนที่ทำอาชีพนี้ การใช้แรงงานหรืออาชีพที่มีอยู่มันไม่ได้หลากหลาย การศึกษาเขามีจำกัด ความสามารถทักษะก็ด้วย

งานนี้งานเดียวที่ไม่ถามหาวุฒิการศึกษา งานนี้เป็นงานเดียวที่ทำงานแล้วได้เงินทันที สามารถตอบปัญหาเรื่องรายได้… มันเป็นเหมือนกันแบบนี้ทั่วโลก”

“เราต้องมองเขาให้เป็นคนธรรมดาปกติก่อน มองเขาว่าเขาทำมาหากินสุจริต แล้วปัญหามันจะจบ ทุกวันนี้ทุกอย่างก็ผิดไปหมด กฎหมายที่มีอยู่ก็ไปตีตราเขาว่ามีความผิด”

อัจฉราเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันผู้ขายบริการทางเพศมีแนวโน้มที่อายุมากขึ้น ประเทศไทยมีกฎหมายการค้าประเวณี 2 ฉบับ ฉบับแรกปี พ.ศ.2503 และฉบับปี พ.ศ.2539 ทั้งสองฉบับยังมองการค้าประเวณีเป็นเรื่องผิดกฎหมาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่ (https://ilaw.or.th/node/2863)

เวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนแล้ว บรรยากาศเริ่มเงียบสงัดมากขึ้น แต่เหล่าบรรดาผู้ขายบริการยังคงทำหน้าที่นั่งรอแขกอยู่บนเก้าอี้ วันนี้ ‘ป้าสมใจ’ ยังไม่มีแขกหรือลูกค้าเลยแม้แต่คนเดียว

“บางวันก็ไม่ได้ลูกค้าเลย ป้าก็นั่งซึมเซาไปทั้งคืน…วันนี้กินกาแฟมา ค่อยยังชั่วหน่อย บางครั้งถ้าไม่ไหวก็จะดื่มเครื่องดื่มชูกำลังไป 2 ขวดเพื่อให้มีเเรงขึ้น”

เธอเล่าให้ฟังว่าบางวันนั่งนาน ๆ จนดึก บางครั้งก็ท้อ ง่วง รู้สึกอยากกลับบ้าน แต่พยายามอดทนนั่งไปจนกว่าจะมีลูกค้าและมีเงินกลับบ้าน คนที่มาซื้อบริการเธอส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่และคนวัยเดียวกัน บ้างก็เป็นคนขับแท็กซี่ บ้างก็เป็นคนทำงานก่อสร้างหรือคนในละแวกนั้น

ในระหว่างบทสนทนา มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาท่าทางสงสัยและอยากคุยด้วย เธอบอกเขาให้ออกไปก่อน “ไม่มีอะไรหรอก ผู้หญิงเขาจะคุยเรื่องผู้หญิงกัน”

เธอเล่าว่า ในการขายบริการต้องใส่ถุงยางทุกครั้ง ไม่ใส่ไม่ได้ เป็นผู้หญิงต้องรู้จักป้องกันตัวเอง ต้องตกลงกันทุกครั้งว่าจะทำอะไรบ้าง ถอดและสอดใส่ได้แค่ไหน สำหรับคุณป้าสมใจเอง เธอต้องใช้เจลล่อลื่นช่วยทุกครั้ง

“ป้า 70 กว่าปีแล้ว ป้าเจ็บมดลูกนะ ป้าพยายามที่จะดึงตัวเองออกไปว่าจะไม่ทำอีกแล้ว ความหวังก็เดือuต่อเดือu ยังไม่รู้ว่าเดือuหน้าจะมีเงินรึเปล่า ป้ากู้มา 1000 บาท ต้องจ่ายเขาเป็นรายวัน วันนี้ยังไม่ได้จ่ายเขาเลย กลางวันก็ว่าจะกลับไปขายกุ้งทอด เพราะพรุ่งนี้้จะได้เงินชื้อวัตถุดิบจากบัตรสวัสดิการรัฐ ก็พอมาทำกุ้งทอดขายได้”

หญิงชุดดำเดินผ่านมาส่งสัญญาณว่า “ระวังจะลงนะ” ซึ่งหมายถึงระวังตำรวจจะมา ในชีวิตการทำงานขายบริการป้าสมใจเธอเคยถูกจับเพีຍงแค่สองครั้ง “ป้าไม่ได้มาขายบริการทุกวัน วันไหนที่ไม่มีเงินป้าก็มา ป้าเคยมาสองวันต่อกันแล้วไม่มีเงินกินข้าวเลย ต้องกินนํ้าเปล่าประทั่งชีวิต”

เรื่องราวของเธอถูกเล่าผ่านบทสนทนาเป็นกันเอง ก่อนที่เวลาจะล่วงเลยไปอีก ผู้เขียนได้ขออนุญาตไปหาเธอที่ที่พักในวันรุ่งขึ้น เพื่อทำความรู้จักเธอให้มากขึ้นและเธอก็ยินดี

ป้าบอกตำแหน่งที่อยู่เพีຍงแค่ว่าเช่าห้องอยู่ติดกับสถานีรถไฟชานเมือง แห่งหนึ่ง เลี้ยงแมวอยู่หลายตัว ถามคนแถวนั้นก็คงรู้จัก เมื่อถามถึงเบอร์โทรศัพท์ ป้าสมใจตอบว่า “ไม่มี”

เธอมาให้บริการตั้งแต่แสงไฟเริ่มส่องสว่าง นั่งยาวจนฟ้าเริ่มสางประมาณตี 5 เพื่อรอรถเมล์วิ่งและนั่งกลับบ้าน ป้าสมใจนอนพักในตอนกลางวันและกลางคืนก็มาขายบริการ ราวกับว่าเมื่อฟ้าเริ่มมืดเเสงไฟส่องสว่าง นั่นคือเวลาตอกบัตรเข้างานสำหรับเธอ

แต่เหตุใด ผู้หญิงในวัย 71 ปี ยังคงต้องนั่งตบยุงริมทางเท้าเฝ้ารอลูกค้า เพื่อจะขายเรือนกายแลกกับธนบัตรไม่กี่ใบ ท่ามกลางเมืองหลวงอันศิวิไลซ์แห่งนี้

รถไฟจากใจกลางกรุงเทพฯมุ่งหน้าสู่สถานีชานเมือง ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงที่หมาย ตามข้อมูลที่ป้าสมใจให้ไว้ ผู้เขียนลงสถานีปลายทางและมองหาห้องเช่า ภาพห้องเช่าเล็ก ๆ ประมาณ10 ห้อง ประตูไม้เก่า ๆ แนบชิดติดรางรถไฟปรากฏขึ้น มองดูสักพักไม่เห็นมีคน แต่ห้องถูกเปิดอยู่ ได้ยินเสียง “เงี้ยว เงี้ยว” ใช่ห้องนี้แน่นอนเพราะเธอบอกว่าเธอเลี้ยงแมว

“ป้าสมใจ” เธอตื่นขึ้นมาทันทีจากเสียงเรียก มองเข้าไปภายในห้องที่ปูพื้นไม้อัด ในห้องเล็ก ๆ มีเพีຍงเสื้อผ้าและที่นอน ฝาไม้อัดแผ่นบาง ๆ ใช้กั้นระหว่างห้อง ถาดอาหารถูกวางไว้ระเกะระกะ เสียงร้องเงี้ยวง้าวของลูกแมวตัวเล็ก 7 ตัววิ่งหยอกล้อกันไปมา

แม่ของมันนอนเจ็บจากการโดนรถไฟทับอยู่ด้านใน ป้าสมใจอุ้มลูกแมวขึ้นมากอดและลูบหัวทีละตัว เธอบอกว่ามีแมวเป็นเพื่อน อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความเหงาให้เธอได้

ยามแสงแดดส่องแสงละไม ชีวิตของป้าสมใจก็ดำเนินไปเฉกเช่นคนธรรมดา ในช่วงสาย ป้าจะต้องออกไปรับถังแก๊สที่เอาไปจำนำไว้กับร้านขายของชำเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เรานั่งรถไฟจากหน้าบ้านป้าแล้วไปลงที่สถานีแห่งหนึ่งซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 20 นาที

ป้าสมใจเล่าให้ฟังว่า ในอดีตเธอเคยเช่าห้องอยู่แถวร้านชำนี้มาก่อน แต่ระยะหลังไม่สามารถสู้ราคาค่าเช่าได้จึงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น นั่นก็คือห้องเช่าปัจจุบันของป้าซึ่งคิดราคาเช่า 1000 บาท ระหว่างทางเดินเข้าไปในซอยแคบ ๆ เธอทักทาย ถามไถ่ผู้คนในชุมชนแห่งนั้นด้วยท่าทีเป็นกันเอง ราวกับเป็นคนที่คุ้นเคยกันมาก่อน

เธอชี้แมวที่นอนอยู่ริมทางเดินให้ดู “นี่แมวที่ป้าเอามาเลี้ยงตอนนั้น มันโตหมดแล้ว ดูสินี่เจ้าดำ นี่เจ้าขๅว” เมื่อก่อนเธอเคยนำแมวมาเลี้ยงกว่า 30 ตัว เวลาผ่านไปลูกแมวเหล่านั้นก็ค่อย ๆ หายตๅยจาก จนตอนนี้เหลืออยู่กับป้าเพีຍง 9 ตัว

อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อน ป้าสมใจจึงแวะซื้อโอเลี้ยงเจ้าประจำ หลังจากที่ได้เอาเงินไปไถ่ถังแก๊สคืน ป้าบอกว่าวันนี้คงทำนํ้าจิ้มไว้รอและซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อใส่รถเข็นไปขายในวันพรุ่งนี้ ผู้เขียนมาส่งป้ากลับที่สถานีรถไฟและเราต่างลากันด้วยคำว่า “ขอให้โชคดี”

ประโยคหนึ่งที่ป้าสมใจพูดไว้ก่อนตัดบทสนทนาที่ยังคงค้างอยู่ในใจของผู้เขียน “ ”

รถไฟเคลื่อนออกจากชานชาลามุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ แล้ว ผู้เขียนได้แต่ครุ่นคิดว่าชีวิตฉากต่อไปของป้าสมใจจะเป็นอย่างไร ในความไม่แน่นอนของชีวิตและการดิ้นรนปากกัดตีนถีบในโลกทุนนิยม บ้างก็ต่อสู้อยู่รอดปลอดภัย บ้างก็พ่ายเเพ้ ป้าสมใจกับความเป็น ‘มนุษย์ปุถุชน’ ที่ถูกสังคมดูหมิ่นเหยียดหยาม

แท้จริงแล้วไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเรา ไม่ว่าจะเป็นความต้องการความรัก ความอบอุ่น ความสุข ความหวัง หรือการสูญเสีย เราเพีຍงแต่ต่างกันที่ ’โอกาส’ ของแต่ละชีวิตเท่านั้u ทำอย่างไรให้เราได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างเท่าเทียมกัน ?

แหล่งที่มา: tcijthai

เรียบเรียงโดย sharesod.com