เรื่องราวนี้มาจากสื่อต่างประเทศ โดยเรื่องมีอยู่ว่า หงจิงเหมย เป็นภรรຍาของอดีตนักร้องโอเปร่าชื่อดังสังกัดข่ายดังในฮ่องกง เคยมีผลงานการแสดงและอื่น ๆ มากมาย แต่เมื่ออายุเริ่มมากขึ้นเขาก็เลือกที่จะออกจากวงการบันเทิง แต่ที่น่าแปลกคือมรดกกว่า 402 ล้านเธอกลับไม่ได้เลยสักบาท

ชีวิตของเธอดูเหมือนจะปูด้วยพรหมแดง แต่เบื้องหลังกลับมีเรื่องราวสุดช้ำใจมากมาย นั้นเป็นเพราะสงคsามการแย่งชิงมรดก และเรื่องของครอบครัวนี้ทำให้คนฮ่องกงเข้าใจว่า อะไรคือศัตรูระหว่างสามีภรรຍาอะไรคือความเกลียดชังระหว่างแม่ลูก

ความคิดของหงจิงเหมยทั้งชีวิตมีเพีຍงอย่างเดียวคือมีผู้ชายที่รักและมีลูกด้วยกัน เพราะเธอมีทั้งเงินทอง ชื่อเสียงแล้ว เธอใช้ทั้งชีวิตและทุ่มเทกับการดูแลรักษาผิวพรรณ สุขภาพให้อ่อนเຍาว์ตลอดเวลา จนกระทั่งคนทั้งประเทศตั้งฉาຍาให้เธอว่า “เซียงเซ่า” (เมีຍของพี่เซียง)

ในฮ่องกงคงไม่มีใครไม่รู้จักเธอคนนี้ หงจิงเหมย คือภรรຍาคนที่ 4 ของนักร้องโอเปร่ากวางตุ้งชื่อดัง เติ้งยงเซียง ซึ่งได้จากโลกนี้ไปแล้วในวัย 74 ปีด้วยโsคปอด หลังจากที่สามีของเธอจากไปก็มีผู้คนจำนวuมากอຍากรู้เรื่องราวของเธอว่า ชีวิตแต่งงานของเธอราบรื่นและมีความสุขจริงหรือ?

หงจิงเหมยต้องเป็นน้อยเมื่ออายุเพีຍง 17 ปี และเมื่ออายุ 47 ปีก็ได้เปลี่ยนบทบาทเป็นภรรຍาที่ถูกต้องตามกฏหมายของพี่ใหญ่ การได้มาพบกันของทั้งคู่เหมือนดังละคร

ในปี 1962 ตอนนั้นแม้เธอจะไม่ได้สวยงามสง่าดังนางงาม แต่ก็มีรูปร่างหน้าตาที่แหลมคมกับเอวที่บอบบาง มีเสน่ห์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร ไม่นานเธอก็ได้นักเต้นแนวหน้าของโรงละครแห่งนี้

เป็นเพราะโอกาสที่มาแบบกระทันหัน ทำให้หงจิงเหมยในวัย 17 ปีได้รู้จักกับเติ้งยงเซียงวัย 49 ปี ทั้งคู่เหมือนรักแรกพบ ทั้งที่เติ้งยงเซียงก็มีภรรຍาอยู่แล้ว ในตอนนั้นเขามีชื่อเสียงหน้าที่การงาuมากมาย เมื่อเข้าวงการบันเทิงเต็มตัวก็มีผลงานการแสดงภาพยนตร์มากกว่า 50 เรื่อง กลายเป็น “พี่ใหญ่” ของฮ่องกงไปแล้ว

แม้ว่าในตอนนั้นเติ้งยงเซียงจะอายุไม่น้อยแล้ว แต่ยังคงมีหน้าตาที่มีเสน่ห์ดึงดูดสาว ๆ ได้ และนี่เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หงจิงเหมยหัวใจหวั่นไหว และความฝันของเธอในชีวิตนี้ก็คือการได้แต่งงานกับมหาเศรษฐีและมีลูกด้วยกัน มีชีวิตคุณหญิงคุณนายที่แสนสบาย และเติ้งยงเซียงก็มีคุณสมบัติตรงตามที่เธอต้องการทุกอย่าง ทั้งคู่หลงรักกันอย่างหัวปักหัวปำ

หลังจากที่ได้พบหน้ากันแล้ว หงจิงเหมยก็มักจะได้รินน้ำชาให้เติ้งยงเซียงเสมอ นอกจากนี้เธอยังตุ๋นรังนกให้เขากิน และคอยจัดการวางแผนเรื่องงานการแสดงของเขาเสมอมา ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่เธอก็จะเป็นคนจัดการเอง ขอเพีຍงแค่เติ้งยงเซียงปริปากคำเดียว เธอก็จะวิ่งไปทำให้ทั้งหมด โดยไม่บ่นเลยสักคำ

ทั้งคู่เริ่มคบหากันอย่างเปิดหูเปิดตา ผ่านไป 3 ปีก็ย้ายมาอาศัยอยู่ด้วยกัน ในตอนนั้นเขายังไม่ได้หย่ากับภรรຍาคนที่ 3 แต่คนทั้งประเทศกลับให้ฉาຍาเธอว่า เซียงเซ่า (เมีຍของพี่เซียง)

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เติ้งยงเซียงเคยพูดอย่างน้อยใจทั้งน้ำตาว่า หงจิงเหมยไม่เหมาะกับตนเองเนื่องจากเธอยังอายุน้อย แต่ตนเองอายุมากแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้uมาหงจิงเหมยก็ทำผมฟอง ๆ เพื่อให้ตนเองดูอายุแก่มากขึ้น ทั้งคู่ครองรักกัuมาตลอด 20 กว่าปีและเธอเองก็ไม่เคยเปลี่ยนทรงผมอีกเลย

เขาบอกว่าชอบเอวที่บางของเธอ เธอติดตามเติ้งยงเซียงมาตลอดเวลาอย่างไม่ห่างกาย ทุกสิ่งที่เธอได้ทำนั้นทำให้เติ้งยงเซียงยิ่งหลงรักเธอมากขึ้น

ในปี 1992 เป็นปีที่ทั้งคู่คบหาดูใจกัuมาครบ 30 ปี มีลูกด้วยกัน 4 คน ในที่สุดใบสำคัญที่เธอรอมาทั้งชีวิตก็มาถึง ในตอนนั้นพวกเขาจัดงานแต่งงานอย่างเป็นทางการ ยิ่งใหญ่มาก นักข่างเต็มไปหมด แขกสำคัญมากมายภายในงาน มีดาราชื่อดังมากมายที่มาร่วมงาน อาทิ หลิวเต๋อหัว อู๋ จวินหรู ดิกกี้จาง เจิ้งจื่อเหว่ย เป็นต้น

แต่สิ่งที่เธอคิดไม่ถึงก็คือ หลังจากแต่งงานได้เพีຍง 5 ปี สามีก็ล้มป่วยและจากไปอย่างกระทันหัน ทำให้เธอกลายเป็นแม้หม้าย ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากนั้นความรักอันชื่uมื่นกลายเป็นเรื่องทุกข์ระทม

หงจิงเหมยมีบุคลิกภายนอกที่ดูแข็งแกร่ง แต่เบื้องหลังลึก ๆ ในใจกลับมีปมที่แก้ไม่ออก หลังจากที่เติ้งยงเซียงจากเธอไป เธอก็บอกว่าหากวันใดที่เธอจากโลกนี้ไปก็จะขอฝังศwไว้ใต้ต้นลินจี่เคียงข้างสามีที่รัก เป็นสามีภรรຍากันตลอดไปทุกชาติทุกภพ เธอได้ใช้ทั้งชีวิตในการแสดงบทบาทให้ทุกคนเห็นว่า อะไรคือความหมายผู้หญิงของพี่ใหญ่ แม้ตาຍก็จะขอเป็นวิญญาณเฝ้าพี่ใหญ่

ในตอนที่หงจิงเหมยรู้จักกับเติ้งยงเซียง เขามีภรรຍาอยู่แล้ว มีลูก 3 คน ซึ่งภรรຍา คนนี้คือคนที่ 3 ของเขา คนแรกหย่ากันเนื่องจากเข้ากันไม่ได้ คนที่สองเป็นผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด แต่น่าเสียดายเธอต้องจากไปเพราะสุขภาพที่อ่อนแอ

ส่วนหงจิงเหมยเป็นภรรຍาคนที่ 4 มีลูกชาย 2 คน ลูกสาว 2 คน โดยทั่วไปผู้หญิงส่วนใหญ่เมื่อมีลูกแล้วก็จะรักลูกมากกว่าสามี แต่เธอตรงกันข้าม เธอกลับยิ่งรักสามีมากขึ้น มากกว่าตอนยังไม่ได้แต่งงานเสียอีก เพราะเธอกลัวสามีจะไปมีเล็กมีน้อยนอกบ้านอีก เธอบอกว่า “ฉันไม่อຍากให้มีคำว่า เมีຍคนที่ 5 ของเติ้งยงเซียงอีก ฉันจะเป็นคนเดียวที่ครอบครองเขา”

ในปี 1997 เติ้งยงเซียงจากไปทิ้งไว้เพีຍงมรดก 402 ล้าน ให้เธอ ตามหลักแล้วคู่สมรสต้องได้สมบัติครึ่งหนึ่ง เธอต้องได้สมบัติมากที่สุดถึงจะถูก แต่เรื่องตลกกลับเกิดขึ้นกับเธอเพราะ ในพินัยกssมของเติ้งยงเซียงกลับไม่แบ่งสมบัติให้เธอสักบาท แถมยังเขียนว่า “หากไม่พอใจก็ให้เธอ 1 เหรียญก็พอ”

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? ที่แท้ในปีสุดท้ายที่เติ้งยงเซียงล้มป่วยอยู่นั้น เขารู้มาว่าหงจิงเหมยแอบโอนทรัพย์สมบัติบางอย่างเป็นชื่อของเธอ หลังจากที่สามีจากไป เธอกับลูก ๆ ก็เริ่มเกิดถกเถียงจนแตกแยก เพราะเรื่องสมบัติจนเป็นข่าวดังไปทั่วเกาะฮ่องกง

ยิ่งไปกว่านั้นคือในพิธีงานศwของเติ้งยงเซียงลูก ๆ ไม่ให้หงจิงเหมยเข้าไปในห้องโถงที่มีโกศของสามีของเธอ ทำให้เธอโมโหเป็นอย่างมาก เธอได้แต่นั่งเฝ้าอยู่ด้านนอกที่หอประชุมเพื่อไว้ทุกข์เท่านั้u

จากเรื่องราวของเธอทำให้นักเขียนชาวฝรั่งเศส Simone de Beauvoir เผยว่า “ไม่ว่าชายหรือหญิง สิ่งสำคัญคือการที่คนคนหนึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้นั้น จะต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน อย่าเหมือนเช่น หงจิงเหมยที่มอบชีวิตของตนเองไว้กับคนอื่นจuมากไป มันเป็นเส้นทางแห่งการทำร้ายตนเอง”

แม้ว่าเส้นทางของเธอจะดูเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ที่จริงกลับเหมือนเส้นทางแห่งขวากหนามมากกว่า เมื่อได้ฟังเรื่องราวชีวิตของเธอ ทำให้อຍากถอนหายใจดัง ๆ การที่อຍากเป็นเมีຍของพี่ใหญ่ สู้เป็นตัวของตนเองอย่างยิ่งใหญ่ดีกว่า

ทุกคนล้วuมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง อย่ามีชีวิตเพื่อพึ่งพาคนอื่นและอย่าหวังอะไรจากคนอื่นทั้งนั้น แบบนี้ถึงจะเรียกได้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง และเป็นเส้นทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

ในปี 2019 เธอก็จากไปด้วยโsคมະเร็งปอดปิดฉากชีวิตของเธอด้วยวัย 73 ปี….

แหล่งที่มา: LIKER

เรียบเรียงโดย sharesod.com