รูปหน้าปก
รูปหน้าปก

ปัจจุบันไม่ว่าจะวัยไหน ก็อาจมีความเสี่ยงต่ออาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อได้ อาจเกิดจากการออกกำลังกาย การทำงาน อุบัติเหตุ และอื่น ๆ ซึ่งยาที่ช่วยลดอาการปวดเมื่อยมีทั้งแบบกิน ทา ฉีด แต่ที่มักใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะราคาถูก และได้ผลดี คือยาคลายกล้ามเนื้อแบบกิน จนหลายคนมีอาการติดหรือที่เรียกว่า “เสพติด” การกินยาคลายกล้ามเนื้อโดยที่ปวดเมื่อไร กินเมื่อนั้น แต่การกินยาคลายกล้ามเนื้อบ่อย ๆ อาจเสี่ยงอันตรายในแบบที่เราไม่ตั้งตัวได้

รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ

อันตรายจาก “ยาคลายกล้ามเนื้อ”

ยาคลายกล้ามเนื้อที่มักใช้กันในประเทศไทย มีทั้ง Orphenadrine, Tolperisone, Eperisone และ Baclofen มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวด ตึง หด ของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย การวางท่าทางของร่างกายไม่ถูกต้อง เช่น เอี้ยวตัวผิดจังหวะ และการอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน เช่น ยืนขาข้างเดียวนานเกินไป ยกของหนักนานเกินไป เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยาคลายกล้ามเนื้อเหล่านี้มักมีผลข้างเคียง เช่น

  • มึนงง ง่วงซึม
  • ท้องผูก
  • ปาก และคอแห้ง

นอกจากนี้ การรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อเป็นเวลานาน อาจเสี่ยงต่อการเป็นพิษต่อไต และหากไตได้รับสารพิษจากยาเป็นจำนวนมากและการสะสมที่ยาวนาน ก็ทำให้เกิดโรคไตที่รุนแรงถึงขั้นไตวายได้เช่นกัน

ดังนั้น หากมีการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อ จึงมีข้อควรระวังที่ควรปฏิบัติตาม ดังนี้

  1. แจ้งแพทย์ และเภสัชกรทุกครั้ง หากมียาตัวไหนที่เกิดอาการแพ้
  2. ควรระมัดระวังในการรับประทานยาหากต้องทำงานอยู่กับเครื่องจักร ขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูง ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรรับประทานยาอย่างไร ตอนไหน เพื่อไม่ให้ยาออกฤทธิ์ขณะทำงาน หรือเลี่ยงใช้ยาตัวอื่นที่ผลข้างเคียงน้อยกว่า (แม้ว่าอาจจะออกฤทธิ์เบากว่า แต่จะปลอดภัยในการรับประทานมากกว่า)
  3. หากลืมกินยาตามเวลาที่แพทย์ระบุ ให้กินทันทีที่นึกขึ้นได้ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดของยา
  4. หากอาการปวดลดลง ไม่จำเป็นต้องกินยาต่อจนหมด สามารถหยุดกินยาได้ทันทีที่หายปวด
  5. ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์สามารถกินยาคลายกล้ามเนื้อได้ แต่ควรแจ้งแพทย์ และสอบถามวิธีการกินอย่างละเอียด
  6. ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

Cr : :ภญ. ปานทิพย์ จันทนา งานเภสัชกรรมคลินิก ฝ่ายเภสัชกรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล,,,iStock

เรียบเรียงโดย : หลิวหล่าวซือ